3 ปี “ค้างคาวไฟ” เน้นปั้นเยาวชนโบยบินสู่ไทยลีก

นับตั้งแต่ “ค้างคาวไฟ” สุโขทัย เอฟซี คว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาโบยบินบนลีกสูงสุดครั้งแรก เมื่อปี 2560 สโมสรแห่งนี้ก็มีพัฒนาการที่อย่างยอดเยี่ยมต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน

ในฤดูกาลแรก “สุโขทัย เอฟซี” จบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ของตาราง ต่อด้วยการได้โอกาสไปเล่นในฟุตบอลถ้วยใบใหญ่ของทวีปเอเชีย “เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2561” รวมทั้งสามารถยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศไทยได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ถือว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา

สิ่งหนึ่งที่ทีม “ค้างคาวไฟ” สามารถยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดได้อย่างไม่กลัวใคร คือ พวกเขามีแฟนบอลทีมเข้มแข็งและทรงพลังทุกครั้งที่ได้ลงเล่นในสนามทะเลหลวง เสียงเชียร์จากแฟนบอลถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลงานของทีมยอดเยี่ยม

ด้านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการนำเงินสนับสนุนของ ฟีฟ่า และสมาคมฯ จากโครงการ FA Development Program จำนวนฤดูกาลละ 5 ล้านบาท นอกเหนือจากเงินสนับสนุนที่ได้จากสมาคมฯ จำนวน 20 ล้านบาท ไปปรับปรุงเพื่อยกระดับของสโมสร นั้น

ในปี 2560 สุโขทัย เอฟซี นำเงินสนับสนุนจำนวน 5 ล้านบาท ปรับปรุงไฟส่องสว่างภายในสนามทะเลหลวง รวมทั้งไฟส่องสว่างรอบๆ สนาม สนามซ้อม และแคมป์เก็บตัว ให้มีความสว่างไสวเพิ่มมากขึ้นตามมาตรฐานของเอเอฟซี

ถัดมาในปี 2561 เงินสนับสนุนจำนวน 5 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในการวางรากฐานสร้างอาคารศูนย์ฝึกเยาวชน “อคาเดมี” เพื่อรองรับการพัฒนานักเตะเยาวชนในท้องถิ่นรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงให้มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลมากขึ้น

และยกระดับความสามารถให้ก้าวไปเล่นในระดับอาชีพในอนาคต โดยมี “โค้ชเบนซ์” ญาณวิทย์ คันธราษฎร์ โค้ชหนุ่มวัยเพียง 31 ปี ซึ่งพกดีกรี โค้ชระดับ A-Licence ที่ได้รับการรับรองจากยูฟ่าเข้ามาดูแลเยาวชนของทีม

นอกจากนี้ยังได้นำเงินบางส่วนไปจัดการระบบสาธารณูปโภค อาทิ ห้องพักนักกีฬา, อาคารสำนักงาน, ห้องประชุม, ระบบน้ำประปา และ หอถังสูงส่งน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเตะหลังจากการฝึกซ้อมรวมทั้งการดูแลหญ้าในสนามฝึกซ้อมต่างๆ อีกด้วย

ในปี 2562 ผู้บริหารของทีม “ค้างคาวไฟ” ยังคงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้าง “อคาเดมี” ด้วยการสร้างสนามหญ้าเทียมสำหรับฝึกซ้อมและยกระดับเยาวชน ภายในศูนย์ฝึกเยาวชนของพวกเขา นับเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับนักเตะเยาวชนของสโมสรอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

โดย เขตพงศ์ กุลนาถศิริ ผู้จัดการทีม สุโขทัย เอฟซี เล่าถึงการนำเงินในส่วนที่ได้รับจากโครงการ FA Development Program ปีละ 5 ล้านบาท มาพัฒนาสโมสรนั้น ผู้บริหารทีมเห็นว่าควรนำเงินในส่วนนี้มาใช้สำหรับการพัฒนาอคาเดมีเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นส่วนของแคมป์ที่พัก, อาคาร, ห้องประชุม รวมถึงสนามฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐาน”

“ในอดีตสุโขทัย ไม่มี อคาเดมี ที่ครบวงจรเลย เราเองได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองและน้องๆ ในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาลงทะเบียนเป็นสมาชิกในอคาเดมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรามีการให้นักเตะชุดใหญ่ลงไปสอนทักษะต่างๆ ให้กับน้องๆ ในอคาเดมี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ไปพร้อมๆกับการฝึกสอนจากโค้ชที่มีความรู้”

“ที่เราทำเช่นนั้น เพราะเราให้ความสัมคัญในการยกระดับนักเตะเยาวชน นักเตะจะได้ประสบการณ์และเทคนิคดีๆ และได้ใกล้ชิดกับนักเตะที่มีประสบการณ์สูง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันระหว่างนักเตะในทีมกับผู้ปกครองและแฟนบอล”

“ที่ผ่านมานักเตะเยาวชนของเราเข้ามาสู่อคาเดมีมากมาย ซึ่งเราพยายามมองหานักเตะระดับหัวกะทิจาก อคาเดมี เหล่านี้ดึงขึ้นไปเล่นในระดับที่สูงกว่า”

“สำหรับงบประมาณในปีนี้ก็ได้มีการวางแผนกันเรียบร้อยแล้วว่า จะนำเงินไปสร้างอาคาร บริเวณ ช็อปขายของที่ระลึกทางสโมสร, ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร และ สนามหญ้าเทียม ให้อยู่ในบริเวณนั้น เพื่อให้สโมสรมีทุกสิ่งครบวงจรที่สุด”

สำหรับ โครงการ FA Development Program เป็นโครงการต่อเนื่องที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่นำเงินที่ได้จากการสนับสนุนมามอบให้กับสโมสรฟุตบอลเพิ่มเติม โดยสโมสรในไทยลีก จะได้รับสนับสนุนเพิ่มเติม จำนวน 5 ล้านบาท และ สโมสรไทยลีก 2 จำนวน 1 ล้านบาท ส่วนสโมสรไทยลีก 3 และ ไทยลีก 4 ได้รับงบสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อให้แต่ละสโมสรนำไปใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นต่อไป

Copyright © 2018. All rights reserved.