เปิดชีวิตคิดถึงบ้านของ ‘เก็ตโด้’ ชนัตพล สิกขะมณฑล

ย้อนไปเมื่อฤดูกาลที่แล้วในฟุตบอลไทยลีก มีเรื่องราวน่าสนใจที่เกิดขึ้นกับทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เมื่อมีนักเตะใหม่ที่ขยับตัวเองจากดิวิชั่น 1 มาสัมผัสกับลีกสูงสุดของประเทศ แม้ช่วงแรกยังไม่มีชื่อเขาลงสนาม แต่เมื่อมีโอกาสก็คว้ามันไว้ทันที จนตอนนี้ได้เป็นตัวหลักของทีม จากนั้นชื่อของ “เก็ตโด้-ชนัตพล สิกขะมณฑล” ก็เป็นที่รู้จักของแฟนบอลสวาทแคทไปโดยทันที

เก็ตโด้ วัย 28 ปี คนจังหวัดน่าน พูดคุยกับทีมข่าว DAILY SOCCER THAILAND บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตที่เคยเป็นเด็กบ้านนอกที่ชอบเตะบอลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เล่นฟุตบอลมาเรื่อยๆ จนอยู่ชั้นม.4 ก็เริ่มติดตัวจังหวัดน่าน ได้ทุนเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ได้ลงเล่นให้กับทีมของมหาวิทยาลัย ต่อมามีโอกาสได้เตะอุ่นเครื่องกับเชียงใหม่ เอฟซี พอเห็นแววเลยดึงมาเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เริ่มต้นเงินเดือนที่ 5,000 บาทและเบี้ยเลี้ยงวันละ 150 บาท อยู่เชียงใหม่ 3 ปีช่วยทีมจนขึ้นชั้นดิวิชั่น 1 และปี 2556-2557 ย้ายไปอยู่ระยอง เอฟซี พอหมดสัญญากลับมาที่เชียงใหม่อีกครั้ง แล้วโอกาสครั้งใหญ่ก็มาถึงอีกรอบเมื่อนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ติดต่อมา แต่ก็เป็นอย่างที่ทราบกันว่าตอนมาใหม่ๆหนทางค้าแข่งไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก

“ความรู้สึกช่วงที่ยังไม่ได้มีโอกาสลงเล่น ตอนนั้นผมคิดว่าคงอาจถูกปล่อยยืมให้กับทีมจากไทยลีก 2 แต่ผมบอกกับตัวเองว่าอย่าคิดท้อ เจออุปสรรคผมไม่หนี แล้วเพื่อนวัยเด็กที่เล่นบอลด้วยกัน คอยให้กำลังใจอยู่ตลอด เพราะมีผมคนเดียวที่ยังเตะบอลอยู่ หลายคนก็ไปทำอาชีพอื่นๆกันหมดแล้ว จนเมื่อ มิลอส โจซิค เข้ามาทำทีม เลยมีโอกาสได้ลงเล่น ทีนี้เริ่มเกิดเลย แล้วพอยิงประตูได้ตั้งแต่ลงนัดแรก ทำให้ผมฮึกเหิมว่าเราก็ทำได้ มาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าสุดยอดแล้ว เพราะความฝันของผมคือการได้เล่นในไทยลีกซักครั้ง แล้วพอจบฤดูกาลที่แล้วทางโคราชเห็นผลงานเข้าตา ก็เลยขยับขยายสัญญาให้ใหม่และปรับเงินเดือนให้เพิ่มขึ้น เลยเซ็นต่อไปอีก 2 ปี”

“ตอนนี้ผมอยู่โคราชมาแล้ว 1 ปี กำลังเข้าสู่ปีที่ 2 รู้สึกดีที่ได้เล่นที่นี่ ประทับใจแฟนบอลสนับสนุนนักเตะตลอด ไม่ว่าจะผลงานเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่แฟนบอลเข้ามาชมจนเต็มสนาม ทำให้ผมมีแรงฮึด แม้สถานการณ์ตอนนี้จะอยู่ใกล้โซนสีแดง การเจอทีมในโซนกลุ่มล่างจึงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นการทิ้งแต้มให้หนีออกไป อยากให้แฟนๆคอยติดตามให้กำลังใจพวกเราด้วย”

“เรื่องทีมชาติผมไม่ได้มองไปถึงตรงนั้น แต่วันนี้เราได้มายืนอยู่บนไทยลีกแล้ว อย่างในทีมโคราชที่มีนักเตะติดทีมชาติ ก็คือพี่เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ซึ่งเป็นบัดดี้ผมเลย กิน นอน เที่ยวด้วยกันตลอดเวลา พอเห็นพี่เขาติด เราก็คิดว่าเราอาจจะทำได้นะ เหมือนเป็นความหวังลึกๆ แต่ผมบอกกับตัวเองว่าวันนี้ต้องทำหน้าที่ของเราเองให้ดีที่สุดก่อน”

นักเตะหนุ่มออกจากบ้านมาไกล มาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ เป็นธรรมดาที่ต้องคิดถึงบ้าน เก็ตโด้จึงเลือกที่จะใช้วันหยุดยาว เมื่อไม่มีการแข่งขันเพราะหยุดให้ทีมชาติ ผมจะบินกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ส่วนวันปกติก็จะติดต่อคุยไลน์ ส่งรูปให้ดูกันตลอด ตามเทรนด้วยยุค 4.0 ที่ทำให้คนใกล้ชิดกันขึ้น หรือถ้าได้กินอาหารเหนือจากคนที่บ้านส่งมาให้ ก็พอช่วยให้หายคิดถึงได้เหมือนกัน

“ผมเองทุกครั้งก่อนแข่งจะโทรไปหาพ่อแม่เพื่อขอกำลังใจ ซึ่งพวกท่านจะคอยติดตามคอยเชียร์ผมผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในทุกๆ และเวลาเราลงเล่น จะรู้สึกว่าที่บ้านก็ดูเราอยู่ จึงต้องทำผลงานให้ดีที่สุด หากวันนั้นเราแพ้หรือเราบาดเจ็บ ก็จะโทรหาที่บ้าน ท่านจะคอยปลอบใจ ไม่เป็นไร ว่ากันใหม่เกมหน้า”

นักเตะในดวงใจ เก็ตโด้ ในฐานะสาวกเชลซี ยก “แฟรงก์ แลมพาร์ด” ตำนานสิงโตน้ำเงินครามเป็นไอดอล แต่ถ้าในไทยมี 2 คน เป็นนักเตะยุคดรีมทีม พี่แบน-ตะวัน หรือ ธชตวัน ศรีปาน กับยุคนี้ เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพราะว่าก็ตัวเล็กเหมือนกัน และพยายามดูศึกษาสไตล์การเล่นของเจ

ถ้าพูดถึงธุรกิจส่วนตัว ที่นักบอลหลายคนมักจะทำควบคู่ไปด้วย เก็ตโด้มีธุรกิจบ้านเกี่ยวกับเป็นร้านค้าส่งผู้แทนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เตรียมกลับไปสานต่อหลังจากเลิกเล่นฟุตบอลแล้ว

สำหรับสถานะส่วนตัวเจ้าตัวยังไม่แฟน แต่ก็มีคนที่กำลังคุยๆกันอยู่ ส่วนเวลาว่างๆนอกจากขับรถบิ๊กไบค์แล้ว ยังมีกีฬาอีกประเภทที่โปรดปราน คือสนุ๊กเกอร์ โดยมี เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ปราการหลังทีมชาติคนนี้แหละ ที่จะไปเล่นด้วยกันบ่อยๆ

“ถ้าถามชอบศิลปินวงไหน ผมชอบบอดี้สแลม ก่อนเตะผมจะเพลงของพี่ตูนเพื่อปลุกใจ เพลงที่ฟังก็จะมี เรือเล็กควรออกฝั่ง และเสี้ยววินาที ผมชอบในเนื้อหาเพลงที่ความหมายโดนใจ ดนตรีจังหวะเพลงร็อคที่หนักแน่น ส่วนดารานักแสดง ผมจะชื่นชอบพวกนักแสดงผู้หญิงนะ(หัวเราะ) อย่างพี่คริส หอวัง ผมเคยเจอตัวจริง ตอนไปดูดูบาร์ซ่าที่สนามราชมังฯ เลยไม่พลาดที่จะขอถ่ายรูปด้วยครับ”

ขอบคุณแฟนเพจ #DailySoccerThailand
เรื่องโดย : เก็ตโด้

Copyright © 2018. All rights reserved.